
สำหรับผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) หรืออัมพฤกษ์อัมพาต การดูแลเรื่องอาหารและอาหารเสริมเป็นสิ่งที่คุณไม่ควรมองข้าม หนึ่งในคำถามยอดฮิตที่ศูนย์ฟื้นฟูผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง ReBRAIN มักจะได้รับอยู่เสมอคือ “น้ำมันปลา” หรือ “น้ำมันตับปลา” มีประโยชน์ต่อผู้ป่วยกลุ่มนี้จริงไหม? ทานแล้วปลอดภัยหรือเปล่า?
ก่อนจะหาคำตอบว่าเหมาะกับผู้ป่วยหรือไม่ เรามาทำความเข้าใจความแตกต่างของน้ำมันทั้ง 2 ชนิดนี้กันก่อน
น้ำมันปลา VS น้ำมันตับปลา แตกต่างกันอย่างไร?
แม้จะมีคำว่า “ปลา” เหมือนกัน แต่แหล่งที่มาและสารอาหารที่ได้รับนั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง:
1. น้ำมันปลา (Fish Oil)
- แหล่งที่มา: สกัดจากส่วนเนื้อ หนัง หัว และหางของปลาทะเลน้ำลึก เช่น ปลาซาร์ดีน ปลาเฮอร์ริ่ง ปลาแมคคอเรล ปลาแซลมอน และปลาทูน่า
- สารอาหารหลัก: อุดมไปด้วยกรดไขมันกลุ่ม โอเมก้า-3 (Omega-3) ซึ่งเป็นกรดไขมันจำเป็นที่ร่างกายสร้างเองไม่ได้ ประกอบด้วย EPA (Eicosapentaenoic Acid) และ DHA (Docosahexaenoic Acid)
2. น้ำมันตับปลา (Cod Liver Oil)
- แหล่งที่มา: สกัดจาก “ตับ” ของปลาทะเล (นิยมใช้ปลาคอด)
- สารอาหารหลัก: มีโอเมก้า-3 ในปริมาณที่น้อยกว่าน้ำมันปลา แต่จะได้วิตามินเอ (Vitamin A) ที่ช่วยบำรุงสายตาและผิวพรรณ กับวิตามินดี (Vitamin D) ที่ช่วยดูดซึมแคลเซียมเสริมสร้างกระดูกและกระตุ้นภูมิคุ้มกันเข้ามาทดแทน
ประโยชน์ของโอเมก้า-3 (EPA & DHA) ต่อระบบหลอดเลือด
สารอาหารสำคัญในน้ำมันปลาอย่าง DHA และ EPA มีบทบาทเด่นชัดในการดูแลระบบไหลเวียนโลหิต ดังนี้:
- ลดระดับไขมันไตรกลีเซอไรด์ ในกระแสเลือด
- ช่วยลดและควบคุมระดับความดันโลหิต * ลดความเสี่ยงการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่แตกแขนงไปสู่การเกิดโรคหลอดเลือดสมอง (ทั้งชนิดสมองขาดเลือดและหลอดเลือดสมองแตก)
ข้อมูลเชิงลึกจากงานวิจัย: จากการศึกษาของ Belayev L. และคณะ ในสัตว์ทดลอง พบว่าหนูที่ได้รับสารกลุ่ม โอเมก้า-3 (DHA) หลังเกิดภาวะสมองขาดเลือดเฉียบพลันภายใน 3-5 ชั่วโมง มีอัตราเนื้อสมองได้รับบาดเจ็บลดลงถึง 40% – 66% (ตรวจวัดในวันที่ 3 ของการทดลอง) อย่างไรก็ตาม งานวิจัยนี้ยังคงเป็นเพียงผลการทดลองในสัตว์เท่านั้น ยังไม่มีข้อสรุปที่แน่ชัดและแพร่หลายในมนุษย์
ข้อควรระวังขั้นวิกฤต: ทำไมผู้ป่วยหลอดเลือดสมองห้ามซื้อทานเอง?
แม้ว่าน้ำมันปลาจะมีประโยชน์ในการป้องกันโรคหลอดเลือดสำหรับคนทั่วไป (แนะนำให้ทานวันละ 300-500 มิลลิกรัม หรือทานปลาอย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 ครั้ง ร่วมกับธัญพืชและเต้าหู้) แต่สำหรับผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง ถือเป็นกลุ่มที่ต้องระวังเป็นพิเศษ!
คำเตือนสำคัญทางการแพทย์: สารโอเมก้า-3 มีฤทธิ์ “ต้านการเกาะกลุ่มของเกล็ดเลือด” ส่งผลให้เลือดหยุดไหลช้าลง
ดังนั้น ผู้ป่วยหลอดเลือดสมองที่มีภาวะดังต่อไปนี้ ห้ามรับประทานน้ำมันปลาหรือน้ำมันตับปลาเด็ดขาด จนกว่าจะได้รับอนุญาตจากแพทย์
- ผู้ป่วยที่ต้องรับประทานยาต้านเกล็ดเลือดหรือยาต้านการแข็งตัวของเลือด: เช่น แอสไพริน (Aspirin), วอร์ฟาริน (Warfarin) หรือโคลพิโดเกรล (Clopidogrel) เนื่องจากน้ำมันปลาจะไปเสริมฤทธิ์ยา ทำให้เสี่ยงต่อภาวะ “เลือดออกในสมองซ้ำซ้อน” หรือเลือดออกตามอวัยวะต่างๆ ได้ง่ายขึ้น
- ผู้สูงอายุ หรือผู้ที่มีแผลในกระเพาะอาหาร
- ผู้ที่มีประวัติหรือความเสี่ยงต่อภาวะเลือดออกง่ายผิดปกติ
สรุปคำแนะนำจาก ReBRAIN
- คนทั่วไปที่ยังไม่เป็นโรค: สามารถรับประทานน้ำมันปลาเพื่อป้องกันความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดสมองได้ตามปริมาณที่กำหนด
- ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง: ยังเป็นสิ่งต้องห้ามในการซื้อรับประทานเอง หัวใจสำคัญที่สุดคือ “ต้องปรึกษาแพทย์เจ้าของไข้ก่อนทุกครั้ง” เพื่อประเมินร่วมกับยาประจำตัวที่ใช้อยู่ว่ามีความปลอดภัยหรือไม่
การฟื้นฟูผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองอย่างปลอดภัย ต้องควบคู่ไปกับการบริโภคอาหารที่ถูกต้องและการทำกายภาพบำบัดอย่างสม่ำเสมอ หากคุณมีข้อสงสัยเกี่ยวกับโภชนาการและการดูแลผู้ป่วยอัมพฤกษ์อัมพาต ทีมผู้เชี่ยวชาญจาก ReBRAIN พร้อมให้คำแนะนำและร่วมวางแผนการฟื้นฟูเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของผู้ป่วยในทุกๆ วัน
คำเตือน: บทความนี้ให้ข้อมูลเพื่อความรู้เท่านั้น ไม่สามารถใช้ทดแทนคำวินิจฉัยหรือการรักษาจากแพทย์เจ้าของไข้ได้
เพื่อให้ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) และครอบครัวเลือกบริการที่เหมาะกับอาการและความพร้อมของผู้ป่วยมากที่สุด ReBRAIN จึงพัฒนาระบบการดูแล 3 รูปแบบที่ตอบโจทย์ทุกระดับอาการ
- ReBRAIN at Home กายภาพบำบัดโรคหลอดเลือดสมอง รักษาที่บ้าน
- ReBRAIN Clinic คลินิกฟื้นฟูโรคหลอดเลือดสมองครบวงจร (วิภาวดี 60)
- Golden Time ศูนย์ฟื้นฟูโรคหลอดเลือดสมองครบวงจร (พักค้าง 24 ชั่วโมง)
เลือกบริการที่เหมาะกับอาการผู้ป่วยเพื่อฟื้นตัวได้เร็วที่สุด — ReBRAIN พร้อมดูแลครบทุกระดับตั้งแต่ทำกายภาพที่บ้านจนถึงฟื้นฟูแบบพักค้าง 24 ชั่วโมง
Is fish oil or cod liver oil suitable for stroke patients?
Have you ever wondered how many people Are supplements like fish oil or cod liver oil helpful for stroke patients? And patients with cerebrovascular disease can eat or not. Today, ReBRAIN will tell about fish oil or cod liver oil. What are the benefits of these two fish oils? What is the difference between these two oils? How should I eat it and is it suitable for stroke patients?
Fish oil is oil extracted from fish in the body, skin, head and tail of the fish. It is popular to use fish from deep sea to make fish oil, such as sardines, herring, mackerel, salmon, tuna, etc. The body of fish oil contains fatty acids that the human body cannot create by itself. Yes, Omega-3 types include Eicosapentaenoic acid : EPA and Docosahexaenoic acid : DHA.
Cod liver oil is an oil extracted from the liver of marine fish. Most commonly used cod fish in making. This is different from fish oil, which has vitamin A and D added as well. which vitamin A It serves to strengthen the prevention of squint. The eyes do not fight the light and therefore the skin is more hydrated. In regards to vitamin D It will help in the absorption of calcium and phosphorus in the intestines into the body. make the bone structure of the body stronger In addition, vitamin D plays an important role in boosting the immune system.
Decosahexanoic acid (DHA) and Eicosapentanoic acid (EPA) help to reduce triglyceride levels in the bloodstream. Affects the reduction of blood levels in the bloodstream.
Prevent the risk of recurrence of coronary heart disease.
References:
1.Belayev L, Khoutorova L, Atkins KD, Eady TN, Hong S, Lu Y, et al. Docosahexaenoic Acid therapy of experimental ischemic stroke. Translational stroke research. 2011; 2(1): 33-41.