
นอกจากอาการอ่อนแรงครึ่งซีกที่เป็นสัญญาณเตือนเด่นชัดของโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) แล้ว “อาการชา” หรือความผิดปกติในการรับความรู้สึกของร่างกาย ก็เป็นอีกหนึ่งปัญหาสำคัญที่พบได้บ่อย อาการชามือ ชาเท้า ไม่เพียงแต่สร้างความรำคาญใจ แต่ยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อประสิทธิภาพการเคลื่อนไหว ความสมดุลในการเดิน และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุหรืออาการบาดเจ็บโดยไม่รู้ตัว
ทำไมโรคหลอดเลือดสมองถึงทำให้เกิดอาการชา?
โดยปกติ ผิวหนังและข้อต่อของเราจะรับสัญญาณความรู้สึกต่างๆ (เช่น ร้อน, เย็น, นุ่ม, แหลม, ทู่) แล้วเปลี่ยนเป็นกระแสประสาทส่งผ่านเส้นทางรับความรู้สึกเข้าสู่สมองเพื่อประมวลผล ความรู้สึกเหล่านี้ทำหน้าที่เหมือนเกราะป้องกันอันตรายให้กับร่างกาย แต่เมื่อสมองส่วนที่ควบคุมระบบความรู้สึกเกิดภาวะขาดเลือดหรือมีเลือดออก จะทำให้การประมวลผลผิดพลาด ซึ่งแสดงออกได้ใน 2 ลักษณะ ดังนี้:
- การรับความรู้สึกน้อยไป (Hypoesthesia): ผิวหนังมีความรู้สึกน้อยลง รู้สึกหนาๆ หรือเกิดอาการชามือ ชาเท้า ซึ่งผู้ป่วยมักสังเกตเห็นได้ชัดเจนเมื่อเปรียบเทียบกับร่างกายอีกซีกที่ยังปกติ
- การรับความรู้สึกมากไป (Hyperesthesia): มีความไวต่อสิ่งเร้ามากเกินไป แม้จะถูกสัมผัสเพียงเล็กน้อยก็อาจรู้สึกเจ็บปวด หรือรู้สึกระคายเคืองมากกว่าปกติ
ผลกระทบต่อการใช้ชีวิต: เมื่อข้อต่อและผิวหนังสูญเสียการรับความรู้สึก ผู้ป่วยจะไม่สามารถรับรู้ได้ว่าขณะนั้นข้อต่อกำลังอยู่ในท่าทางใด (เช่น กำลังงอเข่า หรือเหยียดเข่าอยู่) ส่งผลให้สมองสั่งการการเคลื่อนไหวใต้อำนาจจิตใจผิดพลาด นำไปสู่ปัญหาการเดินผิดปกติ เดินไม่สวยงาม และเสี่ยงต่อการหกล้มได้ง่าย
พยาธิสภาพของสมอง: จุดไหนเสียหาย ส่งผลต่ออาการชาอย่างไร?
ตำแหน่งของเนื้อสมองที่เกิดภาวะขาดเลือดหรือได้รับความเสียหาย จะส่งผลต่อรูปแบบของอาการชาที่แตกต่างกันออกไปในทางคลินิก ดังนี้
| ตำแหน่งสมองที่เสียหาย | ลักษณะอาการชาและความผิดปกติที่เกิดขึ้น |
| Cerebral Cortex | ส่งผลให้การรับรู้ความรู้สึกของร่างกายซีกด้านตรงข้ามกับรอยโรคผิดปกติ เช่น สมองซ้ายเสียหาย จะชาที่ร่างกายซีกขวา และมักพบร่วมกับอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรง |
| Internal Capsule | ควบคุมการรับความรู้สึกบริเวณศีรษะ แขน และขา ในซีกตรงข้ามกับรอยโรค มักพบร่วมกับอาการอ่อนแรงของกล้ามเนื้ออย่างชัดเจน |
| Thalamus | ทำหน้าที่เป็นศูนย์รวมสัญญาณประสาท หากเสียหายจะส่งผลต่อการรับความรู้สึกสัมผัสของร่างกายด้านตรงข้ามโดยตรง |
| Pons (ก้านสมองส่วนพอนส์) | ควบคุมการรับความรู้สึกของใบหน้าซีกเดียวกับรอยโรค แต่จะส่งผลให้มีอาการอ่อนแรงที่ร่างกายซีกตรงกันข้าม |
แนวทางการฟื้นฟูและการทำกายภาพบำบัดอาการชามือ ชาเท้า
ช่วงเวลาทอง (Golden Period) ในการฟื้นตัวของระบบประสาทส่วนกลางจะเกิดขึ้นอย่างเต็มที่ในช่วง 6 เดือนแรกหลังเกิดโรค การฟื้นฟูระบบความรู้สึกจำเป็นต้องอาศัยการกระตุ้นอย่างต่อเนื่อง ซ้ำๆ จากง่ายไปยาก เพื่อกระตุ้นให้สมองเกิดการเรียนรู้ใหม่ (Neuroplasticity) โดยมีแนวทางดังนี้:
1. การฝึกกระตุ้นการรับความรู้สึกส่วนปลาย (Sensory Re-education)
- ใช้สิ่งสัมผัสที่หลากหลาย: นำวัตถุที่มีพื้นผิวแตกต่างกัน เช่น ผิวเรียบเนียน (ผ้าซาติน) หรือผิวขรุขระ (ผ้าขนหนู/กระดาษทรายอ่อน) มาสัมผัสที่บริเวณมือหรือเท้าที่มีอาการชา
- ผสานประสาทสัมผัส: ให้ผู้ป่วยฝึกมองวัตถุขณะสัมผัส พร้อมจดจำและเปรียบเทียบความรู้สึกนั้น เพื่อช่วยให้สมองสร้างการเชื่อมต่อของเส้นประสาทใหม่ได้เร็วขึ้น
2. การฝึกการรับรู้ของข้อต่อ (Proprioception Training)
- ฝึกการเคลื่อนไหวซ้ำๆ: เช่น การฝึกงอเข่าและเหยียดเข่า หรือการกระดกข้อเท้าขึ้นลง
- กระตุ้นด้วยสายตา: ให้ผู้ป่วยมองดูการเคลื่อนไหวของข้อต่อตนเองในขณะฝึก เพื่อให้สมองรับรู้และจดจำตำแหน่งทางกายภาพ ร่วมกับการฟื้นตัวของกล้ามเนื้อ
สรุปคำแนะนำทางการแพทย์
ความเร็วและประสิทธิภาพในการฟื้นตัวจากอาการชาจะขึ้นอยู่กับขนาดและความรุนแรงของรอยโรคในสมอง อย่างไรก็ตาม การละเลยอาการชาอาจทำให้ผู้ป่วยสูญเสียความมั่นใจในการเคลื่อนไหวจนนำไปสู่ภาวะกล้ามเนื้อลีบแทรกซ้อน ดังนั้น การเข้ารับการตรวจประเมินอย่างละเอียดจากแพทย์ร่วมกับการทำกายภาพบำบัดอย่างถูกวิธีตั้งแต่เนิ่นๆ คือหัวใจสำคัญที่จะช่วยให้ผู้ป่วยกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปลอดภัยและมั่นคงอีกครั้ง
คำแนะนำ: บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นข้อมูลความรู้เบื้องต้น การวางแผนการรักษาและการฟื้นฟูเฉพาะบุคคลควรได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดจากแพทย์และนักกายภาพบำบัดผู้เชี่ยวชาญ
เพื่อให้ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) และครอบครัวเลือกบริการที่เหมาะกับอาการและความพร้อมของผู้ป่วยมากที่สุด ReBRAIN จึงพัฒนาระบบการดูแล 3 รูปแบบที่ตอบโจทย์ทุกระดับอาการ
- ReBRAIN at Home กายภาพบำบัดโรคหลอดเลือดสมอง รักษาที่บ้าน
- ReBRAIN Clinic คลินิกฟื้นฟูโรคหลอดเลือดสมองครบวงจร (วิภาวดี 60)
- Golden Time ศูนย์ฟื้นฟูโรคหลอดเลือดสมองครบวงจร (พักค้าง 24 ชั่วโมง)
เลือกบริการที่เหมาะกับอาการผู้ป่วยเพื่อฟื้นตัวได้เร็วที่สุด — ReBRAIN พร้อมดูแลครบทุกระดับตั้งแต่ทำกายภาพที่บ้านจนถึงฟื้นฟูแบบพักค้าง 24 ชั่วโมง
อ้างอิง Asbury AK, editor. Numbness, Tingling and Sensory loss. In: Kurt J. Isselbacher, Joseph B. Martin, Eugege Braunwald, editors. Harrison’s Principles of Internal Medicine 3rd edition. New York: McGraw-Hill. 1994. p. 133-136. , Daniel von Bornsta dt, Karen Gertz, Nielsen Lagumersindez Denis1, Pierre Seners, Jean-Claude Baron, Matthias Endres. Sensory stimulation in acute stroke therapy. Journal of Cerebral Blood Flow & Metabolism [serial on the internet]. 2018; [cited 2018 Feb 08]. Available from: https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/30073883

Numb hands and feet in patients with stroke
Numbness or having trouble perceiving abnormal sensations in any part of the body. The same is true of the weakness that often occurs on one side of the body. Which side of the stroke patient? which symptoms will be discussed in this article Affects normal movement and injuries resulting from accidental accidents such as bumps or joint awareness. If you move and don’t know what position you’re moving in, such as bending your knees or straightening your knees. This will cause the movement to have an abnormal posture, walk abnormally, and walk unattractively as well. Therefore, receiving sensations is important.
Sensation is the basis for the body’s exploration of the external world. Movement is based on the senses to perceive the external environment leading to movement. which can be divided into movements under the power of the mind (voluntary & involuntary movement). The sensory system starts with having stimuli. The body perceives those stimuli through sensory receptors. The stimulus is changed into nerve impulses that pass through the sensory pathway into the nervous system. The whole central part is at the level of perception. Normally, our skin can sense many different types of sensations. Whether it is hot-cold sensations, soft-hard, sharp-blunt sensations, these sensations will prevent harm that can happen to our skin. There are 2 types of abnormalities in sensory perception: excessive sensations or feeling too little Too much sensation is being sensitive to sensations. No matter how little something comes into contact with the skin. I will feel more than usual. In the case where there is less sensation, there is less sensation in the skin. Often it is a feeling of numbness. or feel thick around the skin This feeling can be compared to the side that has a normal feeling.