
ภาวะแขนบวมจากน้ำเหลืองคั่ง (Arm Lymphedema) เป็นภาวะแทรกซ้อนที่พบบ่อยในผู้ป่วยมะเร็งเต้านม โดยเฉพาะผู้ที่ได้รับการผ่าตัดเต้านมร่วมกับการเลาะต่อมน้ำเหลืองที่รักแร้ การฉายรังสีรักษา หรือเคยมีประวัติติดเชื้อบริเวณแผลผ่าตัด
หากปล่อยไว้โดยไม่ได้รับการดูแลอย่างถูกวิธี อาการบวมจะรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน บทความนี้จะเจาะลึกสาเหตุ พร้อมแนวทางรักษาทางกายภาพบำบัดที่คุณสามารถนำไปปฏิบัติตามได้ทันที
ทำไมผ่าตัดมะเร็งเต้านมแล้วถึงมีอาการแขนบวม?
ภาวะนี้เกิดจากการที่ทางเดินหรือท่อน้ำเหลืองบริเวณรักแร้ถูกทำลายหรืออุดตันจากการรักษา ส่งผลให้น้ำเหลืองไม่สามารถไหลกลับเข้าสู่ระบบหลอดเลือดดำได้ตามปกติ น้ำเหลืองจึงไหลย้อนและซึมเข้าสู่เนื้อเยื่อใต้ผิวหนังบริเวณแขนข้างนั้น ๆ จนเกิดอาการตึง หนัก และบวมขึ้นในที่สุด
8 แนวทางกายภาพบำบัดเพื่อรักษาและลดอาการแขนบวม
ในทางกายภาพบำบัด มีการดูแลรักษาผู้ป่วยภาวะน้ำเหลืองคั่งอย่างเป็นระบบ ซึ่งวิธีที่ได้มาตรฐานระดับสากลและเห็นผลดีที่สุดคือ Complete Decongestive Therapy (CDT) ร่วมกับเทคนิคอื่น ๆ ดังนี้
- การยกรยางค์ให้สูง (Limb Elevation): ในระยะแรก ควรยกแขนให้อยู่สูงกว่าระดับหัวใจ และหลีกเลี่ยงการปล่อยแขนห้อยต่ำตามแรงโน้มถ่วง เช่น การยืนหรือนั่งนิ่ง ๆ เป็นเวลานาน
- การนวดระบายน้ำเหลือง (Manual Lymphatic Drainage – MLD): เป็นการนวดลูบเบา ๆ (Light-pressure stroking) โดยนักกายภาพบำบัด เริ่มจากปลายมือขึ้นไปต้นแขน เพื่อเปิดทางเชื่อมให้ระบบน้ำเหลืองส่วนตื้นไหลเวียนได้ดีขึ้น
- การพันแขนและสวมปลอกแขนลดบวม (Compression Garment): การใช้ผ้ายืดพันหลายชั้นหรือสวมปลอกแขนที่มีแรงกดที่เหมาะสม เพื่อประคองและป้องกันไม่ให้น้ำเหลืองไหลย้อนกลับมาคั่ง
- การใช้เครื่องบีบไล่น้ำเหลืองด้วยแรงลม (Pneumatic Compression): ใช้เครื่องบีบเป็นจังหวะจากปลายมือมาต้นแขน โดยตั้งค่าแรงดันไม่เกินค่าแรงดันเลือดขณะหัวใจคลายตัว (Diastolic)
- ข้อห้ามเด็ดขาด: ห้ามใช้ในผู้ป่วยที่มีการติดเชื้อ ภาวะหัวใจล้มเหลว หรือมีลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดดำ (DVT)
- การออกกำลังกายกระตุ้นการไหลเวียน: การหดตัวของกล้ามเนื้อแขนและไหล่ จะทำหน้าที่เหมือนปั๊มธรรมชาติช่วยบีบไล่น้ำเหลืองให้ไหลกลับได้ดีขึ้น
- การดูแลผิวหนังอย่างเคร่งครัด: รักษาความสะอาดเพื่อป้องกันแผลและการติดเชื้อ ซึ่งเป็นตัวกระตุ้นให้อาการบวมแย่ลง
- การควบคุมอาหาร: หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูงและควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน
- การบำบัดแบบครบวงจร (CDT Program): เป็นโปรแกรมฟื้นฟูเชิงลึกโดยนักกายภาพบำบัดผู้เชี่ยวชาญ โดยทำกิจกรรมข้อ 1-6 ร่วมกันอย่างต่อเนื่อง ครั้งละ 2 ชั่วโมง สัปดาห์ละ 5 วัน เป็นเวลา 3-8 สัปดาห์
5 ท่ากายบริหารลดแขนบวมและป้องกันข้อไหล่ติด (ทำเองได้ที่บ้าน)
หลังผ่าตัด 1-7 วัน ผู้ป่วยมักเจ็บแผลจนไม่กล้ายกแขน ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะข้อไหล่ติด การเริ่มบริหารตั้งแต่ระยะแรกจึงสำคัญที่สุด โดยทำท่าละ 5-10 ครั้ง เป็นประจำ
- ท่ากำและคลายมือ: ให้เริ่มทำทันทีหลังผ่าตัดเพื่อกระตุ้นการไหลเวียนเบื้องต้น
- ท่าไต่กำแพงด้านข้าง (กางแขน): ยืนหันข้างเข้าผนัง ใช้มือข้างที่ผ่าตัดค่อย ๆ ไต่นิ้วขึ้นไปตามกำแพง พร้อมขยับตัวเข้าใกล้ผนังเรื่อย ๆ จนแขนเหยียดตรงเหนือศีรษะ ค้างไว้แล้วนับ 1-5 ช้า ๆ ก่อนเอาลง
- ท่าไต่กำแพงด้านหน้า (ยกแขน): ยืนหันหน้าเข้าผนัง ทาบมือข้างที่ผ่าตัดกับผนังแล้วค่อย ๆ ไต่นิ้วขึ้นไปให้สูงที่สุดเท่าที่ทำได้ ค้างไว้แล้วนับ 1-5 ช้า ๆ
- ท่าหมุนหัวไหล่: วางมือข้างที่ผ่าตัดไว้บนบ่าหรือหัวไหล่ จากนั้นหมุนข้อไหล่เป็นวงกลมไปข้างหน้าและหมุนย้อนไปข้างหลัง
- ท่าบิดไหล่ท้ายทอย: ประสานมือทั้งสองข้างไว้ที่ท้ายทอย พยายามกางข้อศอกออกไปด้านข้างให้มากที่สุด ค้างไว้นับ 1-5 ช้า ๆ
- ท่าเหยียดแขนไปด้านหลัง: ยืนตรง เหยียดแขนทั้งสองข้างไปด้านหลังแล้วเอามือประสานกัน ค่อย ๆ ยกแขนขึ้นให้สูงที่สุด (ข้อควรระวัง: ผู้สูงอายุที่มีปัญหาการทรงตัวควรหลีกเลี่ยงท่านี้เพื่อป้องกันการล้ม)
ข้อควรระวังและสิ่งที่ไม่ควรทำในชีวิตประจำวัน
เพื่อป้องกันไม่ให้ระบบน้ำเหลืองถูกอุดกั้นมากขึ้น ผู้ป่วยควรปฏิบัติตามคำแนะนำดังนี้
- งดทำหัตถการแขนข้างที่ผ่าตัด: ห้ามวัดความดันโลหิต เจาะเลือด ฝังเข็ม หรือฉีดยาที่แขนข้างเดียวกับที่ตัดเต้านมเด็ดขาด
- เลี่ยงสิ่งรัดแน่น: ไม่สวมเสื้อผ้าที่รัดแน่นรั้งบริเวณรักแร้ รวมถึงงดใส่กำไลข้อมือ หอน หรือแหวนที่คับเกินไป
- ป้องกันผิวหนังเกิดแผล: ระวังการถูกแมลงกัดต่อย ของมีคมบาด หรือผิวแห้งแตก หากมีแผลให้รีบทำความสะอาดและใส่ยาทันที
สัญญาณอันตรายรุนแรงที่ต้องพบแพทย์ทันที! หากคุณมีอาการปวดกล้ามเนื้ออย่างรุนแรงร่วมกับปัสสาวะมีสีเข้มเข้มคล้ายน้ำล้างเนื้อ (สีชมพูจางๆ หรือสีน้ำตาล) ควรรีบไปพบแพทย์ทันที เพราะอาจเป็นสัญญาณของ ภาวะกล้ามเนื้อสลาย (Rhabdomyolysis) ซึ่งส่งผลกระทบต่อการทำงานของตับและไต และเป็นอันตรายต่อชีวิต
สรุป
ภาวะแขนบวมจากน้ำเหลืองคั่ง สามารถเกิดขึ้นได้ทั้งในระหว่างการรักษาและหลังการรักษาจบไปแล้วหลายปี กายภาพบำบัดจึงมีบทบาทสำคัญในการเฝ้าระวัง ป้องกัน และฟื้นฟูอย่างต่อเนื่อง เพื่อไม่ให้อาการลุกลามจนรุนแรง หากคุณมีอาการแขนบวม ตึง หรือปวดแผลหลังการผ่าตัด ควรรีบปรึกษานักกายภาพบำบัดหรือแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทันที เพื่อรับการรักษาที่ถูกต้องและปลอดภัย
หมายเหตุ: บทความนี้ให้ความรู้เพื่อการดูแลตนเองเบื้องต้น การรักษาภาวะน้ำเหลืองคั่งเชิงลึกควรได้รับการประเมินและวางแผนโดยนักกายภาพบำบัดเฉพาะทางเท่านั้น
เพื่อให้ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) และครอบครัวเลือกบริการที่เหมาะกับอาการและความพร้อมของผู้ป่วยมากที่สุด ReBRAIN จึงพัฒนาระบบการดูแล 3 รูปแบบที่ตอบโจทย์ทุกระดับอาการ
- ReBRAIN at Home กายภาพบำบัดโรคหลอดเลือดสมอง รักษาที่บ้าน
- ReBRAIN Clinic คลินิกฟื้นฟูโรคหลอดเลือดสมองครบวงจร (วิภาวดี 60)
- Golden Time ศูนย์ฟื้นฟูโรคหลอดเลือดสมองครบวงจร (พักค้าง 24 ชั่วโมง)
เลือกบริการที่เหมาะกับอาการผู้ป่วยเพื่อฟื้นตัวได้เร็วที่สุด — ReBRAIN พร้อมดูแลครบทุกระดับตั้งแต่ทำกายภาพที่บ้านจนถึงฟื้นฟูแบบพักค้าง 24 ชั่วโมง
เอกสารอ้างอิง
- Gonzalez P, Luciano L, Schuman RM. Physical medicine and rehabilitation board review, in: SJ Cuccurullo, editor, Cancer rehabilitation. New York: Demos Medical Publishing. 2015; 3(9). 657 -32.
- Fu MR. Breast cancer-related lymphedema: Symptom, diagnosis, diagnosis, risk reduction, and management.
- Shaitelman SF, Cromwell KD, Rasmussen JC, Stout NL, Armer JM, Lasinski BB, et al. Recent progress in the treatment and prevention of cancer-related lymphedema.CA Cancer J Clin. 2015; 65(1):55-81.