Hemiplegic Shoulder Pain: รับมืออาการปวดไหล่ข้างอัมพาต ภาวะแทรกซ้อนยอดฮิตหลัง Stroke
โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดภาวะอัมพาตครึ่งซีก ซึ่งนอกจากผู้ป่วยต้องเผชิญกับอาการอ่อนแรงของแขนและขาแล้ว ยังมีอีกหนึ่งภาวะแทรกซ้อนทางระบบกระดูกและข้อที่พบได้บ่อยมาก นั่นคือ Hemiplegic Shoulder Pain (HSP) หรืออาการปวดไหล่ข้างอัมพาต
สถิติพบว่าผู้ป่วยหลังเกิด Stroke มีอาการปวดไหล่สูงถึงร้อยละ 16–84 อาการเจ็บปวดนี้ไม่เพียงแต่ทำลายคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยเท่านั้น แต่ยังลดความสามารถในการใช้แขน และกลายเป็นอุปสรรคชิ้นโตที่ขัดขวางการฟื้นฟูสมรรถภาพร่างกาย การทำความเข้าใจสาเหตุและการดูแลอย่างถูกวิธีจึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม
4 สาเหตุหลักที่ทำให้ผู้ป่วย Stroke ปวดไหล่ข้างอัมพาต
อาการปวดไหล่ในผู้ป่วยอัมพาตครึ่งซีก มักไม่ได้เกิดจากสาเหตุใดสาเหตุหนึ่งเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน:
- ภาวะข้อไหล่เคลื่อนบางส่วน (Shoulder Subluxation): เกิดจากกล้ามเนื้อรอบข้อไหล่ (โดยเฉพาะ Deltoid และ Supraspinatus) อ่อนแรงลงอย่างมาก จนไม่สามารถดึงรั้งข้อต่อไว้ได้ น้ำหนักของแขนจึงดึงให้หัวกระดูกต้นแขนเคลื่อนต่ำลงมาจากเบ้าข้อไหล่ ส่งผลให้ข้อไหล่ไม่มั่นคงและเกิดอาการปวด
- ภาวะกล้ามเนื้อเกร็ง (Spasticity): เมื่อสมองเสียหาย จะส่งผลให้กล้ามเนื้อรอบข้อไหล่เกิดความตึงตัวและเกร็งตัวผิดปกติ ดึงรั้งให้ข้อไหล่อยู่ในท่าหุบและหมุนเข้าด้านในตลอดเวลา นำไปสู่ความเจ็บปวดและจำกัดมุมการเคลื่อนไหว
- กล้ามเนื้อและเอ็นรอบข้อไหล่บาดเจ็บ (Rotator Cuff Injury): ส่วนใหญ่เกิดจากความไม่รู้และอุบัติเหตุในการดูแล เช่น การเคลื่อนย้ายผู้ป่วยผิดวิธี การดึงหรือกระชากแขนข้างที่อ่อนแรง หรือการทำกายภาพบำบัดหักโหมเกินไป จนทำให้เนื้อเยื่ออักเสบ
- ภาวะไหล่ติด (Adhesive Capsulitis): เมื่อผู้ป่วยปวดแขนหรือแขนอ่อนแรงจนไม่ได้เคลื่อนไหวเป็นเวลานาน เยื่อหุ้มข้อไหล่จะเริ่มหดรั้งถาวร ทำให้ไหล่ติดแข็งและปวดรุนแรงขึ้นเมื่อพยายามขยับ
อาการและผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน
| อาการหลักที่พบ | ภาวะแทรกซ้อนที่ตามมา |
| • ปวดบริเวณข้อไหล่ข้างที่อ่อนแรง • ปวดเสียวมากขึ้นเมื่อมีความพยายามเคลื่อนไหวแขน • ข้อไหล่ขยับหรือยกได้น้อยลงอย่างเห็นได้ชัด • กล้ามเนื้อรอบข้อไหล่ฝ่อลีบและอ่อนแรง | • เกิดภาวะไหล่ติดแข็งถาวร (Frozen Shoulder) • ข้อไหล่เคลื่อนหลุดบางส่วนรุนแรงขึ้น • สูญเสียองศาการเคลื่อนไหวของแขน • ละเลยการใช้งานแขนข้างอัมพาต • คุณภาพชีวิตและการทำกิจวัตรประจำวันลดลง |
แนวทางการตรวจประเมินทางการแพทย์และกายภาพบำบัด
ก่อนเริ่มโปรแกรมการรักษา ทีมสหวิชาชีพและนักกายภาพบำบัดจะต้องประเมินความรุนแรงอย่างละเอียดผ่านขั้นตอนดังนี้:
- การซักประวัติ (History Taking): ระยะเวลาที่ปวด ลักษณะอาการ และท่าทางที่กระตุ้นให้ปวด
- การประเมินความรุนแรงของอาการปวด (Pain Assessment): เพื่อใช้เป็นเกณฑ์เปรียบเทียบก่อน-หลังการรักษา
- การตรวจร่างกายทางกายภาพ (Physical Examination): ดูองศาการเคลื่อนไหว และคลำดูช่องว่างของข้อไหล่เพื่อประเมินภาวะข้อไหล่เคลื่อนบางส่วน (Shoulder Subluxation)
- การประเมินระดับความเกร็ง (Spasticity Assessment): เพื่อวางแผนการยืดเหยียด
- การประเมินความสามารถในการใช้งานแขน (Functional Assessment): ดูการหยิบจับและการใช้ชีวิตประจำวัน
- การตรวจเพิ่มเติมทางรังสีวินิจฉัย (X-ray / Ultrasound): เพื่อดูโครงสร้างกระดูกและเอ็นในรายที่มีการบาดเจ็บรุนแรง
6 แนวทางการฟื้นฟูและรักษากายภาพบำบัดอย่างถูกวิธี
การจัดการภาวะ Hemiplegic Shoulder Pain ต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างแพทย์ นักกายภาพบำบัด และผู้ดูแล โดยมีแนวทางดังนี้:
1. การจัดท่าทางที่เหมาะสม (Positioning)
ถือเป็นหัวใจสำคัญที่ต้องทำตลอด 24 ชั่วโมง ไม่ว่าจะนอนหรือนั่ง ต้องมีหมอนรองรับน้ำหนักของแขนและข้อไหล่ข้างอัมพาตเสมอ เพื่อลดแรงดึงรั้งจากแรงโน้มถ่วงโลกที่จะดึงให้ข้อไหล่เคลื่อนหลุด
2. การออกกำลังกายเพิ่มช่วงการเคลื่อนไหว (ROM Exercise)
ฝึกขยับข้อไหล่เพื่อรักษาความยืดหยุ่นของเนื้อเยื่อและป้องกันไหล่ติด แต่มีข้อแม้ว่า “ต้องทำอย่างนุ่มนวลและไม่ฝืนจนผู้ป่วยรู้สึกปวด”
3. การดัดดึงและเพิ่มการเคลื่อนไหวของสะบัก (Scapular Mobilization)
เนื่องจากข้อไหล่และกระดูกสะบักทำงานเชื่อมโยงกัน นักกายภาพบำบัดจะเน้นการคลายและเคลื่อนไหวสะบัก เพื่อช่วยให้มุมการยกแขนดีขึ้น ลดความตึงตัวของกล้ามเนื้อ และลดอาการเจ็บปวดได้อย่างมีประสิทธิภาพ
4. การเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อรอบข้อไหล่
เมื่อผู้ป่วยเริ่มมีแรงขยับ แนะนำให้ฝึกออกกำลังกายเพื่อเพิ่มความมั่นคง (Stability) ของข้อไหล่ เน้นกล้ามเนื้อที่ช่วยพยุงหัวกระดูกต้นแขนให้อยู่ในเบ้า เพื่อส่งเสริมการกลับมาใช้งานแขนในอนาคต
5. การใช้อุปกรณ์พยุงแขนและไหล่ (Shoulder Slings / Supports)
ในผู้ป่วยที่มีภาวะข้อไหล่เคลื่อนบางส่วน (Subluxation) ชัดเจน แพทย์และนักกายภาพบำบัดอาจแนะนำให้ใช้อุปกรณ์พยุงไหล่ในขณะลุกนั่ง ยืน หรือเดิน เพื่อช่วยหลังลดแรงถ่วงและป้องกันไม่ให้ข้อไหล่เคลื่อนหลุดมากขึ้น
6. การให้ความรู้และปรับพฤติกรรมของผู้ดูแล (Caregiver Education)
ข้อนี้สำคัญที่สุด! ผู้ดูแลต้องได้รับคำแนะนำอย่างถูกต้องว่า “ห้ามดึง ห้ามกระชาก หรือหิ้วปีกหามผู้ป่วยโดยจับที่แขนข้างอัมพาตเด็ดขาด” การย้ายตัวหรือประคองผู้ป่วยต้องจับบริเวณลำตัวหรือสะบักเพื่อความปลอดภัยของข้อไหล่
สรุป
อาการปวดไหล่ข้างอัมพาต (Hemiplegic Shoulder Pain) ในผู้ป่วย Stroke เป็นสิ่งที่ป้องกันและบรรเทาได้หากได้รับการดูแลอย่างถูกวิธีตั้งแต่เนิ่นๆ การจัดท่าทางที่ถูกต้อง ร่วมกับการทำกายภาพบำบัดอย่างสม่ำเสมอและนุ่มนวล จะช่วยตัดวงจรความเจ็บปวด ป้องกันภาวะไหล่ติดแข็งถาวร และช่วยให้การฟื้นฟูร่างกายของผู้ป่วยก้าวหน้าได้อย่างราบรื่น เพื่อโอกาสในการกลับมาพึ่งพาตนเองได้อีกครั้งครับ
เอกสารอ้างอิง (References)
- กรมการแพทย์. แนวทางการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองสำหรับบุคลากรทางการแพทย์. กรุงเทพมหานคร: กรมการแพทย์; 2562.
- สถาบันประสาทวิทยา กรมการแพทย์. แนวทางเวชปฏิบัติสำหรับโรคหลอดเลือดสมอง. กรุงเทพมหานคร: สถาบันประสาทวิทยา; 2561.
- สมาคมเวชศาสตร์ฟื้นฟูแห่งประเทศไทย. คู่มือเวชศาสตร์ฟื้นฟูสำหรับผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง. กรุงเทพมหานคร: สมาคมเวชศาสตร์ฟื้นฟูแห่งประเทศไทย; 2564.