Spasticity และ Contracture ในผู้ป่วย โรคหลอดเลือดสมอง

Spasticity และ Contracture ในผู้ป่วย โรคหลอดเลือดสมอง

โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) เป็นสาเหตุสำคัญของความพิการในผู้สูงอายุส่วนใหญ่ ซึ่งหนึ่งในภาวะแทรกซ้อนที่พบบ่อยหลังเกิดโรคคือ อาการเกร็งของกล้ามเนื้อ (Spasticity) และ ภาวะข้อติดรั้ง (Contracture) ภาวะเหล่านี้ส่งผลให้ผู้ป่วยสูญเสียความสามารถในการเคลื่อนไหว ทำให้การทำกิจวัตรประจำวันลดลง และกระทบต่อคุณภาพชีวิตโดยรวม การทำกายภาพบำบัดจึงมีบทบาทสำคัญในการลดอาการ ฟื้นฟูสมรรถภาพ และป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นในระยะยาว

Spasticity หรือ “ภาวะกล้ามเนื้อเกร็ง” หมายถึงภาวะที่กล้ามเนื้อทำงานมากเกินไปโดยไม่สามารถควบคุมได้ เกิดจากความผิดปกติของสัญญาณประสาทจากสมองหรือไขสันหลังที่ส่งมายังกล้ามเนื้อ ภาวะนี้พบได้บ่อยในผู้ที่มีภาวะบาดเจ็บทางสมอง เช่น ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง หรือผู้ที่ได้รับบาดเจ็บที่ไขสันหลัง ผู้ที่มีอาการเกร็งมักรู้สึกว่ากล้ามเนื้อตึง แข็ง ไม่สามารถยืดหรือคลายตัวได้ตามต้องการ บางรายอาจมีอาการอ่อนแรงร่วมด้วย หรือสูญเสียความสามารถในการควบคุมกล้ามเนื้อมัดเล็ก เช่น การหยิบจับของชิ้นเล็ก ๆ ได้ยาก

ภาวะแทรกซ้อนจากอาการเกร็ง

หากไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม ภาวะกล้ามเนื้อเกร็งอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนหลายอย่าง เช่น

  • การสูญเสียความสามารถในการทำกิจวัตรประจำวัน
  • อาการปวดจากการเกร็งของกล้ามเนื้อ
  • การดูแลสุขอนามัยยากขึ้น เพิ่มความเสี่ยงต่อแผลกดทับหรือการติดเชื้อ
  • ภาวะข้อติด (Joint stiffness)
  • กระดูกหักจากแรงดึงของกล้ามเนื้อ
  • การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ
  • อาการท้องผูกเรื้อรัง

ดังนั้น การประเมินและรักษาอาการเกร็งตั้งแต่ระยะเริ่มต้นจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง

แนวทางการรักษาด้วยกายภาพบำบัด

การทำกายภาพบำบัดมีบทบาทหลักในการลดอาการเกร็งและเพิ่มความสามารถในการเคลื่อนไหว โดยนักกายภาพบำบัดจะวางแผนการรักษาเฉพาะบุคคล ซึ่งอาจประกอบด้วย

  • การยืดกล้ามเนื้อ (Stretching exercises) เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นและลดความตึงตัวของกล้ามเนื้อ
  • การจัดท่าทาง (Positioning) เพื่อป้องกันการเกิดข้อติดและช่วยให้กล้ามเนื้ออยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม
  • การเสริมสร้างความแข็งแรง (Strengthening exercises) โดยเฉพาะกล้ามเนื้อขาและลำตัวส่วนล่าง เพื่อช่วยในการทรงตัว
  • การฝึกเคลื่อนไหว (Functional training) เช่น การถ่ายน้ำหนัก การยืน และการเดิน

ภาวะข้อติดรั้ง (Contracture) หมายถึง การหดตัวของเนื้อเยื่อรอบข้อต่อ เช่น พังผืดหรือแคปซูลข้อต่อ ทำให้ข้อต่อไม่สามารถเคลื่อนไหวได้เต็มช่วงเหมือนเดิม สาเหตุสำคัญมักเกิดจากการไม่ได้เคลื่อนไหวเป็นเวลานานหรือจากภาวะเกร็งที่ไม่ได้รับการยืดและจัดท่าที่เหมาะสม เมื่อข้อต่อถูกจำกัดการเคลื่อนไหวเป็นเวลานาน เนื้อเยื่อจะสูญเสียความยืดหยุ่น ทำให้เกิดอาการปวดเรื้อรัง และส่งผลต่อการทำกิจกรรมประจำวัน เช่น การแต่งตัว การรับประทานอาหาร หรือการเดิน

การฟื้นฟูภาวะข้อติดรั้งด้วยกายภาพบำบัด

ภาวะข้อติดรั้งสามารถฟื้นฟูได้หากได้รับการรักษาตั้งแต่ระยะเริ่มต้น แนวทางการรักษามักประกอบด้วย

  • การยืดกล้ามเนื้อและข้อต่อ (Stretching & Mobilization) เพื่อเพิ่มช่วงการเคลื่อนไหว
  • การขยับดัดดึงข้อต่อ (Joint mobilization) โดยนักกายภาพบำบัดเพื่อกระตุ้นให้เนื้อเยื่อกลับมามีความยืดหยุ่น
  • การรักษาด้วยความร้อน (Thermotherapy) เช่น การประคบร้อน เพื่อเพิ่มการไหลเวียนโลหิตและลดความตึงของกล้ามเนื้อ
  • การใช้เครื่องมือกายภาพบำบัด (Modalities) เช่น Ultrasound หรือ Electrical stimulation เพื่อช่วยลดอาการเกร็งและเพิ่มความยืดหยุ่นของเนื้อเยื่อ

ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองที่มีอาการเกร็งของกล้ามเนื้อหรือข้อติดรั้ง ควรได้รับการประเมินและรักษาฟื้นฟูโดยนักกายภาพบำบัดอย่างต่อเนื่อง การเริ่มฟื้นฟูตั้งแต่ระยะเริ่มต้นสามารถลดความรุนแรงของอาการ ป้องกันภาวะแทรกซ้อน และช่วยให้ผู้ป่วยกลับมาใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัยมากขึ้น การทำกายภาพบำบัดไม่เพียงช่วยฟื้นฟูการเคลื่อนไหว แต่ยังเป็นการส่งเสริมคุณภาพชีวิตในระยะยาว ทั้งในด้านร่างกาย จิตใจ และสังคมของผู้ป่วยอีกด้วย

อ่านบทความเพิ่มเติมที่นี่

FACEBOOK :: ReBRAIN

Spasticity and Contracture in Stroke Patients

Stroke is a leading cause of disability in most older adults. One of the most common post-stroke complications is muscle spasticity and joint contractures. These conditions result in a loss of mobility, impair daily activities, and impact overall quality of life. Physical therapy plays a crucial role in reducing symptoms, restoring function, and preventing long-term complications.

เอกสารอ้างอิง

  1. Cleveland Clinic. (2025). Contracture. สืบค้นเมื่อ 13 กันยายน 2025, จาก https://my-clevelandclinic-org.translate.goog/health/symptoms/14346-spasticity
  2. Cleveland Clinic. (2025). Spasticity. สืบค้นเมื่อ 13 กันยายน 2025, จาก https://my-clevelandclinic-org.translate.goog/health/symptoms/14346-spasticity
  3. Watanabe, T., Bell, K. & DiTommaso, C. (2024). Spasticity and Traumatic Brain Injury. Model Systems Knowledge Translation Center (MSKTC). สืบค้นเมื่อ 13 กันยายน 2025, จากhttps://msktc.org/tbi/factsheets/spasticity
  4. ชนันท์วัลย์ วุฒิธนโภคิน และนงนุช ล่วงพ้น. (2567, 24 กันยายน). วารสารมหาวิทยาลัยคริสเตียน, 27(4), 120-131.
Scroll to Top