Trunk Impairment ในผู้ป่วย Stroke: รากฐานสำคัญที่ส่งผลต่อการทรงตัวและการเดิน

Trunk Impairment ในผู้ป่วย Stroke: รากฐานสำคัญที่ส่งผลต่อการทรงตัวและการเดิน

เมื่อพูดถึงการฟื้นฟูผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) หลายคนมักมุ่งเน้นไปที่การฝึกเหยียดแขนหรือการออกกำลังกายขาเป็นหลัก แต่ในความเป็นจริงแล้ว “ลำตัว (Trunk)” หรือกล้ามเนื้อแกนกลางของร่างกาย ตั้งแต่หน้าอก หลัง เอว ไปจนถึงหน้าท้อง ถือเป็นรากฐานและจุดศูนย์กลางสำคัญของการเคลื่อนไหวทุกส่วน

หลังเกิดภาวะ Stroke ผู้ป่วยจำนวนมากต้องเผชิญกับภาวะ Trunk Impairment หรือความบกพร่องในการควบคุมลำตัว ซึ่งพบได้บ่อยทั้งในระยะเฉียบพลันและระยะเรื้อรัง แม้ในผู้ป่วยที่เริ่มกลับมานั่งหรือเดินได้แล้วก็ตาม งานวิจัยทางการแพทย์ยืนยันว่า ความสามารถในการควบคุมลำตัวมีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับสมรรถภาพการทรงตัว การเดิน และระดับการพึ่งพาตนเองในชีวิตประจำวันของผู้ป่วยอย่างมีนัยสำคัญ

Trunk Impairment คืออะไร?

Trunk Impairment คือ ภาวะความผิดปกติในการควบคุมและรักษาความมั่นคงของลำตัว ทำให้ผู้ป่วยแสดงอาการสะท้อนออกมาในลักษณะต่างๆ ดังนี้:

  • นั่งตัวเอียงไปด้านใดด้านหนึ่ง (มักเอียงไปด้านที่อ่อนแรง)
  • รักษาท่าทางการนั่งได้ไม่มั่นคง โคลงเคลง
  • เอื้อมหยิบของขณะนั่งลำบาก หรือเสียการทรงตัวทันทีที่ขยับข้อมือ
  • หมุนตัว บิดลำตัว หรือเอี้ยวตัวได้ไม่ดี
  • ควบคุมการเคลื่อนไหวของแกนกลางลำตัวให้สัมพันธ์กับการขยับแขนขาไม่ได้

สาเหตุหลัก เกิดจากความเสียหายของเซลล์สมองจากโรคหลอดเลือดสมอง ส่งผลให้การสั่งการและการทำงานของกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวลดลง ซึ่งความบกพร่องนี้จะเกิดขึ้นกับกล้ามเนื้อลำตัวทั้งสองซีก (ทั้งซีกซ้ายและขวา) ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะฝั่งที่อ่อนแรงเท่านั้น

ผลกระทบของ Trunk Impairment ต่อผู้ป่วย Stroke

ความบกพร่องของกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว ส่งผลกระทบห่วงโซ่ต่อความสามารถทางกายภาพ 3 ด้านหลัก ดังนี้:

1. ผลกระทบต่อการทรงตัว (Balance)

การทรงตัวคือความสามารถในการรักษาศูนย์ถ่วงของร่างกาย (Center of Gravity) ให้อยู่ในตำแหน่งที่สมดุล ทั้งในขณะอยู่นิ่งและขณะเคลื่อนไหว เมื่อเกิด Trunk Impairment จะทำให้เกิดปัญหา:

  • ขณะนั่ง: ผู้ป่วยจะนั่งเอนข้าง ล้มไปด้านหน้าหรือด้านข้างได้ง่าย และสูญเสียการทรงตัวทันทีเมื่อต้องเอื้อมหยิบของ
  • ขณะยืน: มีอาการตัวโคลงเคลง ลงน้ำหนักที่เท้าสองข้างไม่เท่ากัน ยืนได้ไม่นาน และเสี่ยงต่อการหกล้มสูงมาก

มีหลักฐานเชิงประจักษ์ระบุว่า คะแนนการควบคุมลำตัวมีความสัมพันธ์เชิงบวกอย่างชัดเจนกับคะแนนสมรรถภาพการทรงตัวรวมของผู้ป่วย Stroke

2. ผลกระทบต่อการเดิน (Gait)

การเดินที่มีประสิทธิภาพและมั่นคงไม่ได้ขึ้นอยู่กับกำลังของกล้ามเนื้อขาเพียงอย่างเดียว แต่จำเป็นต้องอาศัย “ลำตัวที่นิ่งและมั่นคง” เพื่อเป็นจุดเกาะให้ขาขยับก้าวได้อย่างอิสระ หากลำตัวอ่อนแรง จะส่งผลต่อการเดินดังนี้:

  • เดินช้าลง: เนื่องจากร่างกายต้องแบ่งพลังงานไปใช้ในการประคองสมดุลลำตัวที่สั่นคลอน
  • ก้าวยาวไม่ได้: ก้าวขาได้สั้น เดินโซเซ ควบคุมทิศทางลำบาก
  • มีปัญหาในจังหวะหมุนตัว: หมุนตัวหรือเลี้ยวเปลี่ยนทิศทางได้ยาก รวมถึงการเดินบนพื้นผิวต่างระดับ

งานวิจัยโดย Verheyden และคณะ พบว่า ความสามารถในการควบคุมลำตัวมีความสัมพันธ์โดยตรงกับความเร็วและความสามารถรวมในการเดินของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง

3. ผลกระทบต่อความสามารถในการเคลื่อนไหว (Functional Mobility)

Functional Mobility คือความสามารถในการขยับเขยื้อนร่างกายเพื่อทำกิจกรรมพื้นฐาน หากแกนกลางลำตัวบกพร่อง ผู้ป่วยจะประสบปัญหา:

  • พลิกตัวตะแคงบนเตียงลำบาก
  • ลุกขยับจากท่านอนขึ้นมาท่านั่งได้ช้าและยากลำบาก
  • ลุกขึ้นยืนจากเก้าอี้ทรงตัวไม่อยู่
  • ต้องพึ่งพาญาติหรือผู้ดูแลในการเคลื่อนย้ายตัวแทบทุกกิจกรรม ส่งผลกระทบโดยตรงต่ออิสรภาพและคุณภาพชีวิต

ทำไมการ “ฝึกลำตัว” จึงเป็นกุญแจสำคัญในการทำกายภาพบำบัด?

ในอดีต โปรแกรมฟื้นฟูมักมุ่งเน้นไปที่การกระตุ้นแขนและขา แต่ปัจจุบันมีงานวิจัยประเภทการทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบ (Systematic Review) ที่รวบรวมข้อมูลจาก 22 การศึกษา พบข้อสรุปที่ตรงกันว่า:

โปรแกรมการฝึกกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว (Core Stabilization Exercise) สามารถพัฒนาความสามารถในการควบคุมลำตัว (Trunk Control), การนั่งทรงตัว (Sitting Balance), การยืนทรงตัว (Standing Balance) รวมถึงเพิ่มขีดความสามารถในการเคลื่อนไหว (Mobility) ของผู้ป่วย Stroke ได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ

3 ท่าออกกำลังกายฝึกลำตัวยอดนิยมทางกายภาพบำบัด

(คำแนะนำ: ควรได้รับการประเมินและดูแลโดยนักกายภาพบำบัดในระยะแรก เพื่อความปลอดภัยและออกแบบระดับความยากง่ายให้เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย)

ท่าที่ 1: Bridging (ท่านอนหงายชันเข่ายกสะโพก)

  • วิธีทำ: นอนหงาย ชันเข่าทั้งสองข้างขึ้น วางเท้ากว้างเท่าช่วงสะโพก จากนั้นออกแรงเกร็งกล้ามเนื้อท้องและก้น ยกลำตัวและสะโพกขึ้นจากเตียงให้เป็นแนวตรง ค้างไว้ 3-5 วินาทีแล้วค่อยๆ วางลง

ท่าที่ 2: Dead Bug (ท่าแมลงสาบหงาย)

  • วิธีทำ: นอนหงาย ยกแขนสองข้างชี้ขึ้นเพดาน ยกขาซ้ายและขวาขนานกับพื้นทำมุม 90 องศา จากนั้นค่อยๆ เหยียดแขนข้างหนึ่งไปด้านหลังศีรษะ พร้อมๆ กับเหยียดขาฝั่งตรงข้ามตรงไปด้านหน้า โดยพยายามกดหลังให้แนบสนิทกับเตียงตลอดเวลา สลับทำทีละข้าง

ท่าที่ 3: Bird-Dog (ท่าสุนัขและนก)

  • วิธีทำ: จัดท่าทางให้อยู่ในท่าคลาน (คุกเข่าและใช้มือสองข้างยันพื้นไว้) จากนั้นยกแขนซ้ายเหยียดตรงไปด้านหน้า พร้อมกับเหยียดขาขวาตรงไปด้านหลังให้ขนานกับพื้น รักษาระดับลำตัวและหลังให้อยู่ในแนวตรง ไม่เอียงหรือแอ่น สลับทำอีกข้าง

คู่มือและข้อแนะนำสำหรับญาติและผู้ดูแล

  1. อย่ารีบเข้าพยุงทุกครั้ง: เมื่อเห็นผู้ป่วยนั่งตัวเอียงหรือโคลงเคลง (หากอยู่ในระยะที่ปลอดภัยและมีคนเฝ้าใกล้ชิด) ควรให้โอกาสผู้ป่วยได้ใช้สมองสั่งการและออกแรงเกร็งกล้ามเนื้อลำตัวเพื่อดึงตัวเองกลับมาตรงด้วยตนเองก่อน
  2. จัดท่านั่งให้สมมาตร (Symmetrical Sitting): ทุกครั้งที่ผู้ป่วยนั่งเก้าอี้หรือรถเข็น ต้องดูแลให้สะโพกทั้งสองข้างลงน้ำหนักเท่ากัน หลังตรง หลังไม่โก่ง และฝ่าเท้าทั้งสองข้างต้องวางราบสนิทเต็มพื้น
  3. ใส่การฝึกลำตัวในชีวิตประจำวัน: กระตุ้นให้ผู้ป่วยทำกิจกรรมที่ต้องใช้กล้ามเนื้อลำตัว เช่น การเอื้อมหยิบแก้วน้ำในระยะที่ต้องเอี้ยวตัว, การหันซ้าย-ขวาเพื่อสนทนา หรือการฝึกสมดุลลุกยืน-นั่งจากเก้าอี้บ่อยๆ
  4. เน้นความถี่และสม่ำเสมอ: การฝึกลำตัวควรทำวันละหลายๆ ครั้ง ครั้งละสั้นๆ (ประมาณ 10-15 นาที) แต่ทำอย่างต่อเนื่องทุกวัน จะให้ผลลัพธ์ในการรีบูทระบบประสาทได้ดีกว่าการฝึกหนักๆ เพียงสัปดาห์ละครั้ง

สรุป

Trunk Impairment ไม่ใช่เรื่องไกลตัวและไม่ควรถูกละเลยในโปรแกรมฟื้นฟูผู้ป่วย Stroke เพราะ “ลำตัวที่มั่นคง คือรากฐานของทุกการเคลื่อนไหว” การให้ความสำคัญกับการออกกำลังกายแกนกลางลำตัวควบคู่ไปกับการฝึกแขนขาตั้งแต่ระยะแรก จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทรงตัว ลดความเสี่ยงการหกล้ม ช่วยให้เดินได้มั่นคง และปลดล็อกให้ผู้ป่วยกลับมาพึ่งพาตนเองในชีวิตประจำวันได้อย่างปลอดภัยและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นครับ

เอกสารอ้างอิง (References)

  1. Verheyden G, et al. Trunk performance after stroke and the relationship with balance, gait and functional ability. Clinical Rehabilitation, 2006.
  2. Van Criekinge T, et al. The effectiveness of trunk training on trunk control, sitting and standing balance and mobility post-stroke: A systematic review and meta-analysis. Clinical Rehabilitation, 2019.
  3. Karthikbabu S. A review on assessment and treatment of the trunk in stroke: A need or luxury. Neural Regeneration Research, 2015.
  4. Van Criekinge T, et al. Trunk biomechanics during hemiplegic gait after stroke: A systematic review. Gait & Posture, 2017.

เพื่อให้การเข้าถึงการรักษาที่มีคุณภาพเป็นเรื่องง่ายและคุ้มค่าสำหรับทุกครอบครัว ให้ ReBRAIN เป็นเพื่อนร่วมทางในการกู้คืนสมรรถภาพของคนที่คุณรักให้กลับมาแข็งแรงอีกครั้ง ดูแลด้วย 3 รูปแบบที่ตอบโจทย์ทุกระดับอาการ

เลือกบริการที่เหมาะกับอาการผู้ป่วยเพื่อฟื้นตัวได้เร็วที่สุด — ReBRAIN พร้อมดูแลครบทุกระดับตั้งแต่ทำกายภาพที่บ้านจนถึงฟื้นฟูแบบพักค้าง 24 ชั่วโมง

ต้องการปรึกษาแผนฟื้นฟูหรือประเมินค่าใช้จ่ายสำหรับผู้ป่วยสโตรก สามารถทักแชทสอบถามทีม ReBRAIN ได้ทันที!

Scroll to Top