ทำไมเป็น Stroke แล้วแขนขาเกร็งขึ้นเรื่อยๆ? พร้อม 5 วิธีลดอาการเกร็งที่บ้าน
อาการ “แขนขาเกร็ง” เป็นปัญหาที่พบได้บ่อยในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) โดยเฉพาะในช่วงระยะฟื้นฟู หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมในช่วงแรกมีอาการอ่อนแรง แต่เมื่อเวลาผ่านไปกลับรู้สึกว่าแขนขาเริ่ม ตึง แข็ง และเกร็งมากขึ้นเรื่อย ๆ จนเคลื่อนไหวลำบาก
หากปล่อยไว้โดยไม่ดูแลอย่างถูกวิธี ภาวะนี้อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่แก้ไขยาก เช่น ข้อติดแข็ง หรือกล้ามเนื้อหดรั้งถาวร บทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจสาเหตุและวิธีรับมืออย่างถูกต้องครับ
ภาวะกล้ามเนื้อเกร็งหลัง Stroke (Post-stroke Spasticity) คืออะไร?
ภาวะกล้ามเนื้อเกร็งหลังโรคหลอดเลือดสมอง เกิดจากความเสียหายของสมองส่วนที่ทำหน้าที่ควบคุมการเคลื่อนไหวและการตึงตัวของกล้ามเนื้อ เมื่อเส้นทางการส่งสัญญาณระหว่างสมองกับกล้ามเนื้อถูกรบกวน ส่งผลให้เกิดความไม่สมดุลของสัญญาณประสาท
จำง่าย ๆ: สมองสั่งการให้กล้ามเนื้อ “หยุดหดตัว” ไม่ได้ ทำให้กล้ามเนื้อบางมัดหดตัวค้างตลอดเวลา เกิดเป็นแรงต้านขณะที่เราพยายามจะเคลื่อนไหว หรือที่เรียกว่าอาการเกร็งนั่นเอง
ทำไมอาการเกร็งถึง “เพิ่มขึ้น” เมื่อเวลาผ่านไป?
ในช่วงฟื้นฟู ระบบประสาทจะพยายามซ่อมแซมตัวเอง กล้ามเนื้อที่เคยอ่อนแรงอาจเริ่มมีแรงกลับมา แต่การควบคุมยังไม่สมบูรณ์ ทำให้กล้ามเนื้อบางมัดทำงานหนักเกินไป (Overactive) ในขณะที่กล้ามเนื้อฝั่งตรงข้ามยังอ่อนแรงอยู่ ความไม่สมดุลนี้หากขาดการยืดเหยียดและการจัดท่าที่เหมาะสม อาการเกร็งจะยิ่งรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ
4 วิธีลดอาการเกร็งเบื้องต้น (ดูแลได้เองที่บ้าน)
การป้องกันไม่ให้เกร็งเพิ่มขึ้น คือหัวใจสำคัญของการฟื้นฟู ผู้ป่วยและผู้ดูแลสามารถทำร่วมกันได้ดังนี้:
1. การยืดเหยียดกล้ามเนื้อ (Stretching) อย่างสม่ำเสมอ
ควรยืดในทิศทางตรงข้ามกับท่าที่เกร็ง เช่น หากนิ้วมือกำแน่น ให้ค่อย ๆ เหยียดออกทีละนิ้ว
- เทคนิค: ยืดค้างไว้ประมาณ 20–30 วินาทีต่อครั้ง
- ข้อควรระวัง: ทำอย่างนุ่มนวล ไม่กระชาก และไม่ยืดจนรู้สึกเจ็บ เพราะความเจ็บจะยิ่งกระตุ้นให้เกร็งมากขึ้น
2. การจัดท่าทางที่เหมาะสม (Positioning)
การจัดวางตำแหน่งแขนขาช่วยลดการกระตุ้นวงจรการเกร็งได้
- นอนตะแคง: หลีกเลี่ยงการนอนทับด้านที่อ่อนแรง
- ใช้หมอนช่วย: รองพยุงแขนและขาให้อยู่ในแนวตรง ไม่ปล่อยให้ข้อมือหรือข้อเท้าตก
- จุดสำคัญ: ไม่ควรวางหมอนไว้ใต้ฝ่าเท้าด้านที่อ่อนแรง เพราะจะกระตุ้น Reflex ทำให้ขาถีบเกร็งมากขึ้น
3. การใช้อุปกรณ์พยุง (Splints/Ortho)
อุปกรณ์ช่วยพยุงข้อมือ นิ้วมือ หรือข้อเท้า จะช่วยรักษาความยาวของกล้ามเนื้อและป้องกันข้อติดแข็งในระยะยาว ช่วยให้ข้อมือและนิ้วมืออยู่ในตำแหน่งที่ถูกต้อง
4. การประคบอุ่น (Warm Compress)
ความร้อนช่วยให้เลือดไหลเวียนดีขึ้นและกล้ามเนื้อผ่อนคลาย
- ใช้ถุงน้ำร้อนหรือ Hot Pack ห่อผ้าหนา 3-4 ชั้น ประคบบริเวณที่เกร็ง
- ประคบประมาณ 15-20 นาที (ระวังผิวหนังไหม้ในผู้ป่วยที่มีอาการชา)
การทำกายภาพบำบัดเพื่อลดอาการเกร็ง
หากการดูแลเบื้องต้นยังไม่เพียงพอ นักกายภาพบำบัดจะมีเครื่องมือเฉพาะทางที่ช่วยได้:
- เครื่องกระตุ้นไฟฟ้า (TENS / FES): ช่วยกระตุ้นกล้ามเนื้อฝั่งตรงข้ามเพื่อยับยั้งอาการเกร็ง และช่วยในการฝึกออกแรง
- การใช้คลื่นเหนือเสียง (Ultrasound): ช่วยลดความตึงตัวในกล้ามเนื้อชั้นลึก
- การฝึกกิจกรรมบำบัด: เพื่อให้ผู้ป่วยเรียนรู้การควบคุมการเคลื่อนไหวที่แยกส่วนได้ดีขึ้น
เมื่อไหร่ควรปรึกษาแพทย์?
หากพบว่าอาการเกร็งเริ่มขัดขวางการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น เช็ดทำความสะอาดง่ามนิ้วมือไม่ได้ เดินแล้วเท้าจิกจนเจ็บ ควรปรึกษา แพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู เพื่อพิจารณาการรักษาเพิ่มเติม:
- ยารับประทานลดเกร็ง: ช่วยลดความตึงตัวโดยรวม
- การฉีดยาลดเกร็งเฉพาะจุด (Botulinum Toxin): เพื่อลดเกร็งในมัดกล้ามเนื้อที่เป็นปัญหาโดยตรง
- การฝังเข็มร่วมกับการกระตุ้นไฟฟ้า: เพื่อปรับสมดุลระบบประสาท
สรุป
อาการเกร็งหลัง Stroke แม้จะดูเหมือนรุนแรงขึ้นตามเวลา แต่เราสามารถ “ชะลอและควบคุม” ได้ด้วยวินัยในการทำกายภาพบำบัดและการจัดท่าทางที่ถูกต้อง อย่าปล่อยให้ความเกร็งพรากโอกาสในการกลับมาเดินหรือใช้มือของคุณไปนะครับ
เอกสารอ้างอิง:
- จารุวรรณ กิตติวราวุฒิ. (2018). การลดอาการเกร็งของกล้ามเนื้อในผู้ใหญ่ที่เป็นโรคหลอดเลือดสมอง. BJM.
- Wissel, J. (2010). Early development of spasticity following stroke. Journal of Neurology.
- REBRAIN ทีมนักกายภาพบำบัดเฉพาะทาง (2021, 2024).