ไขความลับ “Joint Mobilization” เทคนิคฟื้นฟูข้อเท้าติดแข็ง ช่วยผู้ป่วย Stroke เดินมั่นคง ไม่สะดุด

ไขความลับ “Joint Mobilization” เทคนิคฟื้นฟูข้อเท้าติดแข็ง ช่วยผู้ป่วย Stroke เดินมั่นคง ไม่สะดุด

เป้าหมายสูงสุดในการฟื้นฟูของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) ส่วนใหญ่ คือการที่จะสามารถกลับมาลุกยืนและเดินได้ด้วยตนเองอย่างใกล้เคียงปกติมากที่สุดอีกครั้ง ซึ่งช่วงเวลาทองที่สมองและร่างกายจะเกิดการฟื้นตัวได้ดีและรวดเร็วที่สุดคือช่วง Golden Period หรือช่วง 6 เดือนแรกหลังเกิดโรค

ทว่าในระหว่างที่สมองกำลังซ่อมแซมตัวเองอยู่นั้น ระบบประสาทจะเริ่มส่งสัญญาณที่ผิดพลาดมายังกล้ามเนื้อ ทำให้ร่างกายเกิดอาการเกร็งที่ควบคุมไม่ได้ หรือที่รู้จักกันดีในชื่อ ภาวะกล้ามเนื้อเกร็ง (Spasticity หรือ Spastic) ซึ่งส่วนใหญ่ผู้ป่วยมักจะมีอาการเกร็งเกิดขึ้นบริเวณต้นขาด้านหลังและน่อง แรงเกร็งเหล่านี้จะดึงรั้งทำให้ข้อเท้าถูกจำกัดช่วงการเคลื่อนไหว จนไม่สามารถกระดกข้อเท้าขึ้นได้ (Limited Ankle Dorsiflexion) ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อการใช้ชีวิต เช่น เดินลงน้ำหนักได้ไม่เต็มเท้า ยืนเหยียบไม่มั่นคง หรือยกขาก้าวแล้วปลายเท้าขูดพื้นจนสะดุดล้มได้ง่าย

วันนี้เราจะพามาทำความรู้จักกับหนึ่งในวิธีกายภาพบำบัดยอดนิยมที่จะช่วยเพิ่มมุมการเคลื่อนไหวของการกระดกข้อเท้าและลดผลกระทบจากแรงเกร็ง นั่นคือเทคนิค “การขยับดัดดึงข้อต่อ” (Joint Mobilization) ครับ

การทำ Joint Mobilization คืออะไร? ช่วยผู้ป่วยได้อย่างไร?

Joint Mobilization คือ เทคนิคการลงน้ำหนักขยับหรือเคลื่อนข้อต่อช้าๆ บริเวณที่มีการติดแข็ง เพื่อกระตุ้นให้กล้ามเนื้อและเอ็นกล้ามเนื้อรอบๆ ข้อต่อเกิดการคลายตัว ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นและเพิ่มองศาการเคลื่อนไหวของข้อต่อส่วนข้อเท้าให้สามารถขยับได้กว้างขึ้น

ในการรักษา นักกายภาพบำบัดจะแบ่งระดับความลึกและจังหวะของการขยับข้อต่ออกเป็น 4 ระดับ (Grades) ตามจุดประสงค์ของการฟื้นฟู ดังนี้ครับ:

ระดับความลึก (Grades) ลักษณะการทำ จุดประสงค์หลักในการรักษา
Grade I ขยับเคลื่อนไหวเบาๆ ในช่วงเริ่มต้นของการเคลื่อนไหวข้อต่อ เพื่อลดอาการปวด
Grade II ขยับเคลื่อนไหวเป็นจังหวะที่กว้างขึ้น ในระดับกลางของช่วงการเคลื่อนไหว เพื่อลดอาการปวด
Grade III ขยับเคลื่อนไหวจังหวะกว้างและลึก จนถึงจุดที่ข้อต่อเริ่มตึงหรือมีแรงต้าน เพื่อลดอาการข้อติดแข็งและยืดเนื้อเยื่อรอบข้อ
Grade IV ขยับเคลื่อนไหวจังหวะช่วงสั้นๆ ในช่วงปลายของการเคลื่อนไหว (ลึกถึงช่วงที่มีแรงต้าน) เพื่อยืดแคปซูลข้อต่อและเพิ่มความยืดหยุ่น

(สำหรับกรณีผู้ป่วย Stroke ที่มีอาการข้อต่อติดแข็งและต้องการเพิ่มองศาการกระดกข้อเท้า นักกายภาพบำบัดจะเลือกใช้กลุ่ม Grade III-IV เป็นหลักเพื่อประสิทธิผลในการยืดเนื้อเยื่อครับ)

2 เทคนิคยอดนิยมในการทำ Mobilization เพื่อเพิ่มการเคลื่อนไหวของข้อเท้า

โดยทั่วไปเทคนิคที่ใช้ในการเพิ่มองศาการกระดกข้อเท้า (Dorsiflexion) จะมี 2 วิธีหลักๆ ดังนี้:

1. เทคนิค Posterior Glide of Talus

วิธีนี้เป็นเทคนิคแมนนวล (Manual Technique) ที่นักกายภาพบำบัดใช้บ่อยที่สุดเพื่อเพิ่มมุมกระดกข้อเท้า

  • วิธีทำ: ให้ผู้ป่วยนอนหงาย นักกายภาพบำบัดจะทำหน้าที่ตรึงกระดูกหน้าแข้ง (Tibia/Fibula) เอาไว้ จากนั้นออกแรงดันกระดูกข้อเท้าชิ้นล่าง (Talus) ไปทางด้านหลัง (Posterior Glide) พร้อมๆ กับให้ผู้ป่วยออกแรงกระดกข้อเท้าขึ้นร่วมด้วย
  • เกณฑ์การฝึก: ทำในระดับ Grade III-IV ค้างไว้ขยับ 30-60 วินาทีต่อครั้ง ทำซ้ำประมาณ 3-5 รอบ

2. เทคนิค Weight-Bearing Ankle Mobilization (หรือ Mobilization with Movement)

เป็นเทคนิคการฝึกขยับข้อต่อในท่าวางเท้าลงน้ำหนัก เพื่อจำลองมุมข้อเท้าในขณะเดินจริง

  • วิธีทำ: ให้ผู้ป่วยฝึกยืนหันหน้าเข้าหากำแพง วางเท้าข้างที่ต้องการฝึกห่างจากกำแพงในระยะพอเหมาะ จากนั้นให้ผู้ป่วยค่อยๆ โน้มตัวและดันเข่าไปข้างหน้าให้แตะกำแพง โดยมีเงื่อนไขสำคัญคือ “ส้นเท้าต้องแนบสนิทไม่ยกขึ้นจากพื้น”
  • ข้อแนะนำเพิ่มเติม: ในรายที่ผู้ป่วยยังมีแรงเกร็งค่อนข้างมาก ควรมีผู้ดูแลหรือนักกายภาพบำบัดอีก 1 คน คอยช่วยจับประคองและออกแรงกดตรึงบริเวณข้อเท้าทางด้านหน้าเอาไว้
  • เกณฑ์การฝึก: ทำช้าๆ 10-15 ครั้งต่อรอบ ทำทั้งหมด 2-3 เซต

สรุป: ทำไมต้องทำข้อเท้าควบคู่กับการออกกำลังกาย?

เมื่อสมองเกิดการฟื้นฟูหลังภาวะ Stroke ร่างกายมักสร้างแรงเกร็งที่ควบคุมไม่ได้ขึ้นมาบริเวณข้อเท้า หากปล่อยทิ้งไว้จนข้อเท้าติดแข็ง ผู้ป่วยจะไม่สามารถก้าวเดินได้อย่างมั่นใจเพราะเหยียบยืนได้ไม่เต็มฝ่าเท้า

การทำ Joint Mobilization จะเข้ามาช่วยคลายแรงรั้งและเพิ่มองศาการเคลื่อนไหวของข้อเท้าให้มีความยืดหยุ่นก่อน ซึ่งเมื่อเนื้อเยื่อและข้อต่อพร้อมแล้ว การทำควบคู่ไปกับ “โปรแกรมการฝึกออกกำลังกายกลุ่มกล้ามเนื้อกระดกข้อเท้า” จะช่วยส่งเสริมให้แรงเกร็งลดลงอย่างเห็นได้ชัด ผู้ป่วยจะสามารถกระดกข้อเท้าได้เพิ่มขึ้น ส่งผลให้เดินลงน้ำหนักเต็มฝ่าเท้าได้มั่นคง และสามารถยกขาก้าวเดินพ้นพื้นได้โดยไม่สะดุด ช่วยก้าวข้ามขีดจำกัดเพื่อกลับมาเดินได้ด้วยตนเองอย่างปลอดภัยครับ

เอกสารอ้างอิง (References)

  1. Shin-Jun Park. Enhancing Ankle Movement in Stroke Patients: The Impact of Joint Mobilization Combined with Active Stretching. Brain Sci. 2025 Oct 27;15(11):1149.
  2. Sang-Lim Kim. Effect of Mulligan’s mobilization with movement technique on gait function in stroke patients. J Phys Ther Sci. 2016 Volume 28 Issue 8 Pages 2326-2329.
  3. Lucas R. Nascimento. Mobilization with movement is effective for improving ankle range of motion and walking ability in individuals after stroke. Cochrane / Clinical Rehabilitation. Volume 17, Issue 2 February 2025 Pages 200-209.
Scroll to Top